photo sharing and upload picture albums photo forums search pictures popular photos photography help login
Boyle McKinley | profile | guestbook | all galleries | recent tree view | thumbnails




เมื่อพูดถึง ค่าเลี้ยงดูบุตร ตามกฎหมาย หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อหย่ากันแล้วฝ่ายหนึ่งจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่ากันทุกคดี แต่ในทางปฏิบัติศาลจะพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ความสามารถของผู้จ่าย ฐานะของผู้รับ และความจำเป็นของบุตร จึงทำให้จำนวนที่กำหนดในแต่ละคดีไม่เท่ากัน บทความนี้จะอธิบายว่าศาลใช้หลักเกณฑ์ใดบ้าง และหากสถานการณ์เปลี่ยนไปจะขอปรับเพิ่มหรือลดได้หรือไม่



https://text.dsf.hs-heilbronn.de/xwPZZH5zT2OgF2RCsibiXw


ค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมายกำหนดจากอะไรบ้าง?




ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลจะพิจารณาจากความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีเป็นหลัก ดังนั้นจำนวนค่าเลี้ยงดูบุตรจึงไม่ตายตัวและอาจแตกต่างกันในแต่ละครอบครัว ขึ้นอยู่กับรายได้ ทรัพย์สิน และภาระหน้าที่ของแต่ละฝ่าย รวมถึงความจำเป็นที่แท้จริงของบุตรด้วย




นอกจากนี้ มาตรา 1598/38 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังระบุว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเรียกได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ และศาลจะให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบกัน




ทำไมแต่ละคดีศาลจึงกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรไม่เท่ากัน?




เพราะแต่ละครอบครัวมีรายได้ ทรัพย์สิน และความจำเป็นของบุตรที่แตกต่างกัน ศาลจึงต้องชั่งน้ำหนักจากข้อเท็จจริงเฉพาะคดี ไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้องจ่ายกี่บาทต่อเดือน หากฝ่ายหนึ่งมีรายได้สูงแต่อีกฝ่ายมีฐานะดีอยู่แล้ว ศาลอาจกำหนดให้จ่ายไม่มากนัก หรือหากบุตรมีความจำเป็นพิเศษ เช่น ต้องรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ก็อาจกำหนดให้สูงขึ้นได้




การกำหนดค่าเลี้ยงดูจึงเป็นการปรับสมดุลระหว่างความสามารถของผู้จ่ายกับความจำเป็นของผู้รับ โดยไม่ได้มุ่งลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพื่อให้บุตรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามสมควรแก่กรณี




ค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมายต้องจ่ายจนถึงเมื่อไหร่?




โดยทั่วไปบิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และเมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ยังต้องอุปการะต่อไปเฉพาะกรณีที่บุตรทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ตามมาตรา 1564 ดังนั้นส่วนใหญ่จึงจ่ายจนบุตรอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่หากบุตรยังเรียนต่อและไม่มีรายได้ ศาลอาจพิจารณาตามพฤติการณ์เป็นรายกรณี




อย่างไรก็ดี การจ่ายต่อหลังบรรลุนิติภาวะไม่ใช่หน้าที่อัตโนมัติ แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าบุตรอยู่ในภาวะที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจริงหรือไม่ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกรณี




ศาลใช้เกณฑ์อะไรพิจารณาความสามารถของผู้จ่ายค่าเลี้ยงดู?




ศาลจะดูจากรายได้ประจำ ทรัพย์สินที่มี ภาระหนี้สิน และความจำเป็นในการดำรงชีพของผู้จ่ายเป็นสำคัญ หากผู้จ่ายมีรายได้สูงแต่มีภาระหนี้มาก ศาลอาจกำหนดจำนวนที่เหมาะสมโดยไม่ให้เดือดร้อนเกินไป ขณะเดียวกันหากผู้จ่ายมีทรัพย์สินมากแต่รายได้ไม่มั่นคง ศาลก็อาจพิจารณาจากฐานะโดยรวม




การพิสูจน์รายได้และภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะศาลต้องได้ข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอต่อการกำหนดจำนวนที่ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย




ฐานะของผู้รับมีผลต่อการกำหนดค่าเลี้ยงดูอย่างไร?




หากผู้รับมีฐานะดีและสามารถเลี้ยงดูบุตรได้เองโดยไม่เดือดร้อน ศาลอาจกำหนดค่าเลี้ยงดูให้ในจำนวนที่น้อยลง หรือในบางกรณีอาจไม่กำหนดให้เลย เพราะหลักคือเรียกได้เมื่อไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ตามมาตรา 1598/38




ในทางกลับกัน หากผู้รับมีฐานะยากลำบากและต้องรับภาระดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลมักกำหนดให้ผู้จ่ายมีส่วนช่วยเหลือมากขึ้น เพื่อให้บุตรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม




ความจำเป็นของบุตรถูกนำมาพิจารณาแค่ไหน?




ความจำเป็นของบุตรเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลให้น้ำหนักมาก ทั้งค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย การศึกษา และการรักษาพยาบาล หากบุตรมีความต้องการพิเศษ เช่น เจ็บป่วยเรื้อรังหรือต้องเรียนในหลักสูตรเฉพาะ ศาลอาจกำหนดค่าเลี้ยงดูให้สูงขึ้นตามความจำเป็นนั้น




แต่ต้องเป็นความจำเป็นที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ความต้องการส่วนเกิน และต้องสอดคล้องกับฐานะของครอบครัวด้วย ศาลจะไม่กำหนดให้เกินกำลังของผู้จ่ายจนทำให้ฝ่ายนั้นเดือดร้อนเกินไป




ค่าเลี้ยงดูบุตรกับอำนาจปกครองบุตรเกี่ยวข้องกันหรือไม่?




ทั้งสองเรื่องแยกจากกัน แต่มีความเชื่อมโยงในทางปฏิบัติ ฝ่ายที่ได้รับอำนาจปกครองบุตรมักเป็นผู้เลี้ยงดูหลัก จึงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ ส่วนการกำหนดอำนาจปกครองตามมาตรา 1520 และ 1566 ศาลจะคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ




ดังนั้นต่อให้ฝ่ายหนึ่งได้รับอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว อีกฝ่ายก็ยังมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามที่ศาลกำหนด หรือตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาหย่า




ถ้าตกลงกันเองในสัญญาหย่า ระบุค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างไร?




การหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1522 เปิดโอกาสให้คู่สมรสตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใด และหากไม่ได้กำหนดไว้ ศาลจะเป็นผู้กำหนดให้ ดังนั้นการเขียนสัญญาให้ชัดเจนเรื่องจำนวน กำหนดเวลา และวิธีจ่าย จึงช่วยลดปัญหาภายหลังได้มาก




ควรระบุให้ชัดว่าจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี เริ่มเมื่อใด และโอนเข้าบัญชีใด หากมีข้อสงสัยเรื่องการร่างสัญญา ท่านสามารถ https://thanaidee.com/คดีครอบครัว/ กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สัญญามีผลบังคับใช้ได้จริง




ภายหลังศาลสั่งแล้ว ขอปรับเพิ่มหรือลดค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหม?




ทำได้ตามมาตรา 1598/39 ซึ่งเปิดช่องให้ศาลเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกครั้ง เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผู้จ่ายตกงาน หรือบุตรมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น ผู้รับสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอปรับจำนวนได้




การขอปรับเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปจริงและมีผลต่อความสามารถหรือความจำเป็น หากต้องการคำแนะนำเฉพาะกรณีสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://thanaidee.com/ หรือปรึกษาทนายความเพื่อเตรียมหลักฐานให้พร้อม




คำถามที่พบบ่อย ค่าเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย




ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามที่ตกลง จะทำอย่างไรได้บ้าง?




ผู้รับสามารถรวบรวมหลักฐานการตกลงหรือคำพิพากษา แล้วดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อบังคับให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งอาจรวมถึงการขอให้ศาลออกคำบังคับหรือดำเนินการกับทรัพย์สินของอีกฝ่าย แต่แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ




ค่าเลี้ยงดูบุตรกับค่าทดแทนจากการฟ้องชู้เรียกพร้อมกันได้ไหม?




เป็นสิทธิที่แยกจากกัน หากเข้าเหตุตามมาตรา 1516 (1) และศาลพิพากษาให้หย่า คู่สมรสอาจได้ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ขณะเดียวกันก็เรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรตามหน้าที่ของบิดามารดาได้ โดยศาลจะพิจารณาแยกประเด็นกัน




ค่าเลี้ยงดูบุตรถือเป็นสินสมรสหรือไม่?




ไม่ถือเป็นสินสมรส เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยตรง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเพื่อแบ่งกัน เมื่อหย่าแล้วจึงต้องจัดการแยกจากเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน




ระหว่างคดียังไม่สิ้นสุด ขอให้ศาลสั่งเรื่องค่าเลี้ยงดูบุตรชั่วคราวได้ไหม?




ได้ ตามมาตรา 1530 ระหว่างคดีฟ้องหย่า หากฝ่ายใดร้องขอ ศาลอาจมีคำสั่งชั่วคราวเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสและการพิทักษ์อุปการะเลี้ยงดูบุตร เพื่อไม่ให้บุตรได้รับผลกระทบระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด




ถ้าฝ่ายที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรประสบปัญหาการเงิน จะขอลดได้หรือไม่?




สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอลดได้ตามมาตรา 1598/39 หากพิสูจน์ได้ว่ารายได้หรือฐานะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ศาลจะพิจารณาถึงผลกระทบต่อบุตรเป็นสำคัญด้วย




หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลักกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง หากท่านมีข้อเท็จจริงเฉพาะตัว ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน



This gallery is empty.